Accessibility Links

alive

alive

โดย Radiz เมื่อ 2008-05-14 12:10:08 ดูทั้งหมด 609 ครั้ง

เวลาที่มีเวลา ผมมักจะนั่งคุยกับตัวเอง ถามตัวเองว่าเดิน หรือ วิ่งมาไกลแค่ไหน บางครั้งก็เหนื่อยอ่อนล้า ท้อใจ และ ผมก็จะยอมหยุดแล้วนั่งจมกับความรู้สึกนั้น ให้มันกัดกินให้เต็มที่สมประดา ผมคิดว่าผมมันมีปัญหาบ่อยชอบมองโลกในแง่ร้าย โลกมันเป็นสีดำสำหรับผมเสมอบางครั้งก็ทำมามากมายจนไม่ทันคิด ไม่ทันจำว่าอะไรต่อมิอะไรผ่านไปบ้าง แต่ใจมันก็ยังถวิลหาสิ่งใด สิ่งหนึ่งอยู่

เมื่อก่อนเคยแต่นั่งโทษทุกอย่างที่ทำให้เราเป็นแบบนี้ แต่วันนี้ผมเข้าใจแล้ว ชีวิตผมเคยย่ำแย่มาก ๆ เมื่อต้นปีของปีก่อนหน้านี้ ย่ำแย่ขนาดหนัก เมื่อความฝันลมแล้งมันหายไป เมื่อสิ่งที่สร้างวาดไว้มันเป็นแค่การหลอกตัวเอง พอตกลงมาในโลกแห่งความเป็นจริงมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมโง่ โง่กว่าใคร ท่ามกลางคนที่มองดูถูกเพื่อน ๆ ที่ไม่แยแสเอือมระอา ด่าว่า ว่าผมคงไม่ได้ดีอะไรไปกว่านี้ หันหลังให้ครอบครัว สุดท้ายก็แพ้ แต่ก็ดีแล้วที่ผมแพ้ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีวันนี้ ขอบคุณคน ๆ นั้น ที่ทำให้รู้จักชีวิตมากขึ้น ชีวิตอีกด้านที่ไม่เคยเห็น

ผมโตมาในครอบครัวข้าราชการ ซึ่งอาจจะดูว่ามันคงร่ำรวยมีอะไรเพรียบพร้อมแต่ ... ไม่หรอก บ้านผมหนี้สินบานเบอะ และ เป็นหนี้สินที่เกิดจากคนอื่นเสียด้วยซ้ำไม่ได้เกี่ยวกับบ้านเรา แต่มันเกี่ยวที่สัญญา พ่อกับแม่ผมคงใจดีเกินไป เลยโดนเขาโกงบ่อย ๆ ผมเองก็เหมือนกัน เด็ก ๆ ผมอาจจะอิจฉาเพื่อน ๆ ที่มีเงินซื้อทุก ๆ อย่างแต่ก็ดีแล้วที่พ่อกับแม่ไม่ตามใจ และ ให้ในสิ่งที่ควรจะให้ และ วันนึงครอบครัวผมมีปัญหา อืมใช่ ... สำหรับผม ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่พ่อ กับ แม่จะแยกทาง เพราะผมไม่ได้ขาดอะไรไปเลย จนผมได้สำนึกผิด และ เริ่มคิดที่จะวิ่งให้ทันคนอื่น และ หวังเล็ก ๆ ที่จะแซงคนอื่นบ้าง จนผมได้มาพบกับเพื่อนคนนึง ที่ชีวิตเขาลำบากมากกว่าผมหลายเท่า แต่ก็ดีที่เขาไม่มีหนี้สินอะไร ผิดกับผมถ้าไม่ใช่ ยศฐาบรรดาศักดิ์ พ่อกับแม่ เป็นแค่ลูกตาสีตาสา ป่านนี้ผมคงต้องเดินเก็บขยะตามทางกิน หรือ เอาไปขายแลกเงินมาซื้อข้าวมื้อหนึ่ง เรียนมหาลัยผมยังต้องกู้กองทุนรัฐบาลเรียนเลย ถึงตอนนี้คุณอยากจะสมเพชก็ตามสบายเถิด ผมไม่ว่ากะไร Do you fuck and judge me?

ผมเกเร กว่าจะเรียนจบก็ 6 ปี เรียนไม่เข้า เมาอย่างเดียว คิดว่ากูแน่ กินเหล้าแล้วเท่ สูบบุหรี่ให้ลืมเธอ แถมเรื่องนารีสำหรับผมนี้เป็นใหญ่ แล้วมันได้อะไร ได้จบ 6 ปีไง ถึงจะพูดแล้วฟังดูดีว่าผมทำ Freelance มาตั้งแต่ปีสอง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นหรอกคุณ ณ เวลานี้ที่เขียนเรื่องบ้า ๆ นี้อยู่ ก็ทำงานมาได้แค่สองปี ครึ่ง ปีแรกดูเหมือนชีวิตจะเฉิดฉาย แต่ก็กลับหลงทางไป พอได้สติก็รู้ว่าตัวเองไม่เหลืออะไร ไม่เป็นไรเราทำตัวเราเอง เอาใหม่ โดนใครว่าก็ไม่เป็นไรความเป็นจริง ก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เป็นจริง 1 ปีครึ่ง ที่เหลวไหล กับการโดนคนอื่นแซง และ ดูถูก ผมอยากตาย อับอายขายขี้หน้า แต่สุดท้ายก็เข้าใจ น้ำตาก็ไหลไม่มีสาเหตุ จากที่คิดว่าทำไม เขาไม่รักเรา ทำไมเพื่อน ๆ ถึงดูถูกเรา ทำไม ไม่มีคนจริงใจเลยใช่มั้ย สุดท้าย ก็คิดถึงสิ่งที่แม่ที่พ่อสอนมา ผมกลับไปเป็นคนที่บ้างาน บ้าเรียนอีกที เหมือนตอนที่อยู่ ม.ปลาย ที่แข่งกันเรียน แข่งกันทำกิจกรรมอีกครั้ง 1 ปีที่ผมหันหลังให้ครอบครัว 1 ปีที่ผมเอาเงินที่ควรจะตอบแทนพ่อกับแม่ หรือ ดูแลน้อง ไปให้คนอื่น 1 ปีที่ผมโดนคนมองว่าโง่ ไม่เจริญ ผมจะเอาคืนให้สาสม

ผมเริ่มนอนดึกกว่าคนอื่น เริ่มอ่านมากมาก ดัดนิสัยตัวเอง และ สุดท้ายก็หลวมตัวร่วมเขียนบทความสอนลงใน thaicss กับไอ้บ้านั่น เพื่อนที่รู้จักกันแค่อาทิตย์เดียว แต่เหมือนเราคุยกันมานาน 10 กว่าปี เป็นไปได้หรือ? เราแลกเปลี่ยนความรู้ ผลัดกันสอน ส่วนใหญ่จะเป็นพรที่สอนผมซะบ่อย ๆ ... ชีวิตผมมันก็เริ่มดีขึ้น งาน เงิน ตำแหน่ง แต่ผมไม่ได้มีความสุขที่สิ่งเหล่านี้ และฝากถึงคนบางคน คุณไม่ต้องพยายามมาตีสนิทผมเพื่อขอเข้าทำงานบริษัทผม หรือ ถามเงินเดือนพวกผมเพื่อที่จะเอาไปเปรียบเทียบ ใช้เรียกเงินมาสนองความใคร่ ในการสมัครงานของตัวเอง คนเราถ้าไม่รู้จักประเมินตนเองก่อน ก็ไม่ควรที่จะเอาคนอื่นมาประเมิน อย่าไงรก็ตามแต่ เรื่องบ้า ๆ ที่ผมเขียนอยู่นี้ มันน่าจะเป็นอุทธาหรณ์ให้ใครได้บ้าง

สำหรับเพื่อนคนนี้ พร อันทะ ... ที่ผมไว้ใจเขาที่สุด และ ก็คิดว่าเขาก็ไว้ใจผมที่สุด บางครั้งผมก็นั่งพิจารณาชีวิตเขาเป็นตัวอย่าง อะไรช่วยได้ก็ช่วยเต็มที่ แต่ผมก็ลำบากไม่ต่างอะไรกัน บางทีอิจฉามันด้วยซ้ำที่มันมีครอบครัวอบอุ่น ต่างกับผมที่บางทีเดิน ๆ อยู่กลางห้าง เห็นพ่อแม่ลูกเขาเดินมาแล้วอิจฉาน้ำตาไหลพราก ๆ เอาซะงั้น ชีวิตที่เคยคิดว่ากูเดินคนเดียว สู้คนเดียวได้ ตอนนี้มีเพื่อนแล้ว มีเพิ่มมามากขึ้น ขอบคุณหลาย ๆ คนที่ให้ผมเป็นฮีโร่ แต่ก็ไม่ใช่เอาอะไรเสีย ๆ จากผมไป ขอร้องให้เอาสิ่งดีดีไป กำลังใจจากน้อง ๆ เพื่อน ๆ พี่ ๆ พวกคุณเป็นยาต่อชีวิตผม เพราะผมเป็นคนที่อยากตายบ่อย (บ้าดีมั้ย ?) กำลังใจจากพวกคุณเป็นรอยยิ้มในบางค่ำคืนที่ผมต้องนั่งร้องไห้คนเดียวเป็นไอ้บ้า ผมคิดเสมอว่าผมไม่คุ้นเคยกับไอ้กรุงเทพระยำนี่เลย ผมเป็นสัตว์ป่าที่ถูกขังเอาไว้ ผมเกลียดสังคมที่มีแต่หน้ากากนี้ ดิ้นรนวุ่นวาย เปิดประตูออกจากห้องก็เสียเงิน นั่งอยู่กับที่ไม่ทันตดก็หมดเงินได้ ท้อ และ หลายทีที่มานั่งคิดว่าทำไม กูทำทุก ๆ อย่างมาเพื่ออะไร แต่ผมก็ต้องสู้เอาความรู้ เรียนรู้คน ฝึกให้ตนเข้มแข็ง และ ผมจะพยายามส่งความรู้ที่ผมได้ ไปให้คนที่อยากรู้ให้ได้มากที่สุด

พอโตมากขึ้น ก็ต้องรับผิดชอบมากขึ้น และ ในวันนี้ผมมีคนรักที่เป็นกำลังใจ มีเพื่อนที่ดี ดีที่สุดสองคน มีพี่ชายที่ดีแม้รู้จักกันแค่ไม่นานเท่าไหร่ แต่แกก็รักผมเหมือนน้อง และ ดูแลผมเสมอ และ มีน้องชายแท้ ๆ น้อง ๆ เพื่อน ๆ ที่พร้อมจะสู้กับผม หน้าที่การงานดีดีถึงแม้วันนี้ ดูเหมือนบริษัทนี้มันกำลังจะสิ้น จะทิ้งไปหางานใหม่คนเดียวก็ได้ แต่ทุกอย่างมันก็ทำให้ผมย้ำคิดว่าจะให้ผมทิ้งไปได้อย่างไร ในเมื่อวันที่ผมวิ่งมา ผมก็พาพวกเขามาด้วย สอนพวกเขาให้เติบโตมาในทางสายนี้ และ ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ปรากฏตัว ขอบคุณที่อีเมลล์มาให้กำลังใจ ขอบคุณทุก ๆ คำด่า ที่มันทำให้ผมรู้ตัวว่าผมผิดอะไรแก้ไขอย่างไร จะพยายามวิ่งต่อ มันหดหู่แปลก ๆ ที่ต้องมารู้ว่าทางที่เดินมามันกำลังจะขาด และ เราบางคนต้องแยกจากกันไป ทั้ง ๆ ที่มันเป็นความจริงที่เราต้องรับมันให้ได้

แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้เลย แต่เราก็ต้องโต ก็เหมือนกับที่ผมเดินจากพ่อกับแม่มาแสนไกล บางครั้งก็อยากกลับไปในฤดูหนาวนั้น สูดกลิ่นควันของเตาถ่าน กลิ่นข้าวเหนียวร้อน ๆ ที่เพื่อนบ้านตื่นแต่ไก่โห่มาเตรียมพร้อมให้ลูก ๆ ของเขาทาน อยากเดินแบกกระป๋องไปตักน้ำให้แม่ที่บ่อน้ำดินที่ชาวบ้านเขาขุด อยากช่วยพ่อเอาหัวอาหาร ข้าวเปลือกไปแจกให้ไก่ในเล้า ขับรถไปส่งน้อง ส่งแม่ไปโรงเรียนแทนพ่อ .... คงไม่มีแบบนั้นอีก ผมจะเอาความทุกข์นี้มาเป็นพลังทำอะไรซักอย่างให้สังคม แม้ผม กับ พร จะตัวเล็ก แม้บางครั้งพรเองก็ไม่ยอมรับว่ามันทำให้สังคมแต่ลึก ๆ ผมว่าผมรู้ว่าพร มันคิดอะไรอยู่ ผมไม่ได้เป็นคนอิสานแท้ ๆ แต่ผมก็เป็นคนอิสานเทียม ๆ ที่เติบโตมากับวัฒนธรรมที่สอนให้รู้ว่า ลำบากแค่ไหนก็ต้องสู้วะรอยยิ้มบนพื้นดินที่มันแตกระแหง ยังกับมันเป็นภาพ retouch เพราะบางทีมันแตกลามมาถึงเท้าพวกเราเลย แต่พวกเราก็ยิ้มมาอยู่ในเมืองกรุงก็ยิ้ม ขอบคุณพี่ดุ๊กที่ทำลาบอร่อย ๆ ให้กินทุกครั้งที่แวะไปเยี่ยมปากซอยนั้น ซอยหฤหรรย์ ของชาว thaicss มันเหมือนบ้านจริง ๆ นั่นแหละอย่างที่พรมันพูด และ ไม่แปลกที่หลาย ๆ ครั้งที่ผมสองคนจะมาเศร้าตรงเวลากันเสมอ บางครั้งเราก็นั่งจิบเบียร์แล้วก็ไม่ได้พูดเรื่องอะไร มองดูฝนอยู่ใต้ชายคา แล้วก็รู้สึกแปลก ๆ เวลาได้กลิ่นดิน อยากกลับไปอยู่บ้าน ถ้าไม่มีภาระที่ต้องแบกมันเอาไว้อีกแล้ว พอกันทีสำหรับหน้ากาก แต่ก็อยากให้ทุกคนทำตามในสิ่งที่ตัวเองอยากได้อยากหวังด้วย ผมอาจจะหายไปเลี้ยงควายที่บ้านนอก ถึงวันนั้นชื่อ radiz ที่เขียนบทความโชว์ควายอยู่ใน thaicss นี้คงจมหายไปใน Semantic Web ไปแล้วก็ได้

ผมคิดมากไปหรือเปล่า ที่รู้สึกรังเกียจสังคมที่ฟอนเฟะ ของประเทศไทยตอนนี้ ผมคิดมากไปหรือเปล่าที่รู้สึกว่าคนไทยมักง่าย เอาแต่ได้ จนไม่รู้ว่าคนต่างชาติเขามองเราว่ายังไง แม้บางคนอาจจะคิดแบบนี้เหมือนผม หรือ คิดดีกว่าผมเยอะ แต่เราก็เป็นแค่จุดเฟืองน้อย ๆ บนเครื่องจักรสังคมอันใหญ่ ความลำบากปัญหาชีวิตของผมมันอาจจะลำบากมากในสายตาใคร หรือ น้อยมากสำหรับคนที่เจอมามากกว่านี้ แต่อยากจะขอให้เลือกในสิ่งที่ดีให้กับตน ไม่เดือดร้อนใครเขา และ เผื่อแผ่ให้สังคมได้บ้างจะเป็นไรไป เอาที่พอดี แล้วแบ่งให้อนาคตของชาติที่จะโตมาพัฒนาชาติต่อบ้างเถิดครับ อย่าหยิบยื่นสิ่งที่ไม่ดีให้กับเด็กเลย ถ้าเป็นลูกคุณ คุณจะทำอย่างไร

และ ถึงบางคนที่สิ้นหวัง อย่าเพิ่งแพ้ หรือ คิดว่าทำไม่ได้แล้วจะถอย เมื่อคุณเลือกแล้ว วิ่งไปให้ถึงที่สุด ให้รู้สึกว่าสุด ๆ แล้ว แล้วมันจะจบลงด้วยดี ถ้ามันจบด้วยความคิดที่ว่า กูคงทำมันไม่ได้แน่แน่ เลยว่ะ นั่นไม่ใช่การจบแบบสุด ๆ แล้ว สวัสดี

Back to Top

Tags:

  1. รดิส
  2. ชีวิต
  3. คงอยู่
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
  1. hurry go round
  2. เปิดกล้อง
  3. ในตัวเราเอง
  4. เรื่อย เรื่อย เอื่อย เอื่อย
  5. Just trying to live
 

Unknown Version Unknown

© Since 2006 ThaiCSS หมู่ที่ 2 บ้านหลุบหวาย ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000 Contact : Contact ThaiCSS