โดย พร อันทะ เมื่อ 2008-05-21 01:49:35 ดูทั้งหมด 265 ครั้ง
ข่าวคราวในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์ ส่วนใหญ่ในตอนนี้ที่น่าจับตามองคงหนีไม่พ้นการดิ้นปรับตัว เพื่อหาทางอยู่รอดต่อไปในอนาคต ที่นับวันยอดขายหนังสือพิมพ์ลดน้อยลงเรื่อยๆ เพราะผู้คนส่วนใหญ่หันไปอ่านหนังสือพิมพ์กันบนอินเทอร์เน็ต การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดโดยการลดขนาด รวมทั้งลดจำนวนการผลิตและหันไปดำเนินธุรกิจออนไลน์แทน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกอีกอย่างว่าในไม่ช้า บ้านเราคงต้องปรับตัวอย่างนั้นเหมือนกันเมื่อเวลามาถึง ซึ่งการปรับตัวในเรื่องเทคโนโลยีโดยสิ้นเชิงแบบนี้ ถือว่ายากแล้ว แต่การปรับตัวอย่างไรให้ได้เปรียบคู่แข่งนั้นเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายยิ่งกว่า
แต่การปรับทั้งทีต้องปรับให้ได้ประโยชน์ในระยะยาว พร้อมทั้งเดินไปในแนวทางที่ถูกต้องนั้นด้วย ไม่เพียงแค่การปรับลดจากขนาดเดิมที่เป็นบรอดชีทส์มาเป็นแท็บลอยด์เท่านั้น ยังต้องเพิ่มการต่อสู้ในภาคสนามเรื่องออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตอีกด้วย การปรับตัวในวันนี้ต่างจากการปรับตัวจากระบบทำมือ มาเป็นใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดการเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอในครั้งกระโน้น ซึ่งเป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนแค่รูปแบบการทำงาน ในตอนนี้รูปแบบการทำงานไม่ได้เปลี่ยนไปมากมาย แต่กลับเป็นรูปแบบการขายซึ่งเป็นตัวกำหนดปากท้องของหนังสือพิมพ์นั้นแทน
จริงๆ แล้วการปรับตัวตามเทคโนโลยีนั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไร สำหรับบริษัทสื่อที่มีประสบการณ์ทั้งกระดาษและอินเทอร์เน็ตควบคู่กันมานาน ซึ่งสามารถจะรู้พฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายของตัวเองได้ดีอยู่แล้ว เพียงแค่หากลยุทย์และวิธีการอย่างไร ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นถือว่าหนักเอาการในตลาดบ้านเรา กับสภาวะที่การเจริญเติบโตของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นแบบลุ่มๆ ดอนๆ และมีช่องความห่างระหว่างผู้ใช้ และไม่ใช้อย่างมากมาย หรือแม้กระทั่งการปรับตัวมาเป็นออนไลน์ก็จริงแต่ก็แค่ทำตามกันไปเหมือนคนก่อนหน้าเขาทำมา แค่นั้นเอง อาจจะกลายเป็นเรื่องราว ได้ทำ
มากกว่า ทำได้
ไม่ใช่ว่าผมมีความรู้ด้านการข่าวหรือธุรกิจสื่อมากมายอะไร แต่อย่างน้อยก็ได้ร่ำเรียนมาทาง สื่อสารมวลชน โดยตรงและทำงานด้านสื่ออื่นๆ มาก่อนแล้วบ้าง และกำลังรู้สึกลึกๆ ว่า บริษัทสื่อบ้านเรากำลังเดินเข้ารกเข้าพง หลงป่าซิลิกอนกัน อาจจะเพราะเรื่องราวเหล่านี้มันใหม่เกินไป ทั้งตลาดและผู้ให้บริการ เราไม่ใช่ผู้กำหนดอนาคตของเทคโนโลยีที่เราใช้ เราเป็นผู้ตาม เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับในส่วนนี้บ้าง การนำเอารูปแบบภายนอกจากที่ใดที่หนึ่งมาใช้ มันไม่ใช่เรื่องยาก ทำให้เหมือนแล้วเดินไปไม่ใช่มันทำไม่ได้ แต่มันอยู่ได้ไม่นาน เพราะมันทำแบบผิดวิธี ไม่แค่นั้นอาจจะขาดตกบกพร่องเก็บกลุ่มเป้าหมายได้ไม่หมดอีกด้วย
ใครก็รู้ ว่าถ้าเราสามารถทำของออกมาแล้วเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เยอะกว่าคู่แข่ง ความได้เปรียบย่อมเกิดขึ้น ทำไมไม่ยอมทำกัน แล้วทำไมมัวทำตามๆ กัน อันนี้แหละที่ผมไม่เข้าใจ
หรือ ไม่ให้ความสำคัญ มันก็ไม่น่าจะใช่ หรือที่ผมคิดว่าเลวร้ายสุดๆ แล้วว่าสาเหตุมาจาก ไม่มีความรู้
ว่าทำยังไง มันเป็นไปได้ขนาดนั้นเชียวหรือ หรือ มีแต่ไม่เพียงพอ
ทั้งนี้ผมไม่ได้มองไปที่สำนักหนังสือพิมพ์ที่กำลังออนไลน์อยู่ทั้งหลายนำเสนอออกมาอย่างไร หรือแผ่เนื้อหาให้ผู้บริโภคเสพอย่างไร แต่ผมกำลังพูดถึงเรื่องกระบวนการผลิตทีกำลังหลงทางกันอย่างหนัก ทำอย่างไรถึงจะลดต้นทุนการผลิตในระยะยาวให้ได้มากที่สุด เพื่อเรารายได้ส่วนต่างไปทำกิจกรรมอย่างอื่นเพื่อส่งเสริมการขาย หรือเอาไว้เป็นผลกำไร เช่น เมื่อมีการปรับไปสู่ตลาดออนไลน์แล้ว เว็บที่เขียนขึ้นมาเพื่อนำเสนอข่าวนั้นได้สร้างขึ้นมาเพื่อเอื้อต่อการเดินไปในอนาคตข้างหน้ามากน้อยแค่ไหน คงได้ยินคำว่า web 2.0กันมาบ้างแล้วนะครับ หรือกระทั่งคำว่า web 3.0นั่นเป็นเรื่องที่ผู้ให้บริการทั้งหลายมองข้ามไม่ได้
เช่นเดียวกัน มีอยู่สองเรื่องราวให้กล่าวถึงคือ ภาคการผลิตและภาคการนำเสนอ ในเมื่อผมถนัดในภาคการผลิตผมจึงขอเน้นย้ำในส่วนของการผลิตมากกว่า โดยส่วนใหญ่แล้วสื่อหนังสือพิมพ์บ้านเราที่กำลังปรับเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ถ้านำไปเปรียบเทียบกับเว็บไซท์ข่าวในฝั่งตะวันตกแล้ว การนำเสนออาจจะไม่แตกต่างกันมาก แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือกระบวนการผลิต และวิธีการผลิต ถ้าจะบอกว่าบ้านเราไปลอกรูปแบบเขามา มันก็เกินไป แต่บ้านเราทำได้คล้ายคลึงในส่วนของการแสดงผล แต่ทำไมไม่ทำให้คล้ายคลึงไปด้วยในส่วนของระบบที่ช่วยให้หน้าข่าวนั้นแสดงผลบนเว็บ จึงเป็นอีกสารเหตุที่ทำให้การแสดงผลของข่าวบนเว็บ ทำได้ไม่ครอบคลุมทุกรูปแบบ
ในอนาคตอีกไม่นาน ถ้าหากถึงยุคที่โทรศัพท์มือถือสามารถที่จะใช้เข้าอินเทอร์เน็ตได้ง่ายกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ช่องทางการขายจะมีเพิ่มมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ได้มีแต่หน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น มีบนจอโทรศัพท์มือถือด้วย และส่วนใหญ่แล้วบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์เมืองไทยที่กำลังออนไลน์ตอนนี้ ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่นัก ที่ผมบอกอย่างนั้นก็เพราะดูจากรูปแบบการผลิตแล้ว สิ่งที่ใช้ทำออกมายังเป็นสิ่งเก่า เพื่อที่จะให้เว็บแสดงผลในรูปแบบใหม่เท่านั้นเอง การผลิตยังไม่ได้ถูกวางแผนขึ้นมาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโถคและเทคโนโลยีในอนาคตเท่าที่ควร
ถ้าหากจะบอกว่า ถึงตอนนั้นเราค่อยมาขยับปรับเปลี่ยนกันใหม่ มันไม่สายไปดอกหรือ หรือ เมื่อถึงเวลาแล้วเราค่อยมารื้อระบบกันใหม่ แต่การแสดงผลยังเหมือนเดิม แล้วสิ่งที่ต้องเสียไปกับต้นทุนที่ต้องทำแล้วรื้อทำใหม่ ต้นทุนเหล่านี้ไม่ใช่น้อย ทั้งในเรื่องของเวลาที่ต้องเสียไประหว่างการปรับเปลี่ยนอีกระลอก
จึงปล่อยให้ผู้ที่เห็นช่องทางก่อน นำทางไปก่อนแล้วค่อยมาทำตามๆ กันไปทีหลัง นี่แหละจึงจะเรียกว่าคนไทยอย่างแท้จริง มันจึงเป็น ความจริงที่เราต้องเจอ
แบบเจ็บปวดที่เมื่อนึกได้ก็อาจจะสายเกินไป
Tags:
Unknown Version Unknown